15 เทคนิค

สีและลุคของภาพจานสีเป็นตัวแบกโทนเรื่อง

สีคือโทนของหนังที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม อดีตสีอำพันอุ่นๆ ปัจจุบันสีฟ้าเย็นๆ สงครามที่ถูกลดความอิ่มตัวของสี คนดูอ่านสัญญาณเหล่านี้ได้ทันที สีที่สม่ำเสมอยังช่วยยึดเรื่องราวให้เป็นเนื้อเดียวกันข้ามสถานที่ต่างๆ

คนเขียนบทกำหนดสีผ่านเวลา สถานที่ และพร็อพ ส่วนผู้กำกับตอกย้ำมันด้วยลุคอ้างอิง หน้าเหล่านี้แสดงแต่ละลุค ผลที่มีต่อเรื่องราว และวิธีบรรยายมันให้ทั้งทีมมองเห็นภาพเดียวกัน

Teal and orange

Teal and orange

Teal and orange คือเกรดสีที่ดันสีผิวและแสงอุ่นไปทางส้ม ส่วนเงา ท้องฟ้า และพื้นหลังไปทางฟ้าอมเขียว เพราะสองสีนี้อยู่ตรงข้ามกันบนวงล้อสี ตัวละครจึงโดดออกมาจากภาพ และภาพทั้งเฟรมให้ความรู้สึกมีพลังและยิ่งใหญ่

Bleach bypass

Bleach bypass

Bleach bypass มาจากกระบวนการล้างฟิล์มที่เก็บเงินเอาไว้ในภาพ ทำให้เกิดชั้นขาวดำซ้อนทับบนภาพสี ผลลัพธ์คือดำลึก ไฮไลต์แข็ง สีซีดจาง และผิวมันวาวแบบโลหะ คนดูจะรู้สึกถึงความรุนแรง ความเหนื่อยล้า และอันตราย

Black and white

Black and white

Black and white ตัดสีออกจากภาพ เหลือไว้เพียงระดับความสว่าง ตั้งแต่ขาวจ้าไปจนถึงดำมิด คนดูจะมองใบหน้า รูปทรง และแสงอย่างจริงจังขึ้น และมักอ่านหนังเรื่องนั้นว่าเป็นความทรงจำ ประวัติศาสตร์ หรือสิ่งที่อยู่นอกกาลเวลา

Sepia

Sepia

Sepia คือมอนอโครมสีน้ำตาลอุ่น ตั้งชื่อตามน้ำยาอัดภาพถ่ายเก่า คนดูจะอ่านมันเป็นอดีต ความทรงจำ หรือเรื่องเล่าจากวันวานได้ทันที ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเก่าจางลงเล็กน้อย

โทนภาพจืดสี

โทนภาพจืดสี

โทนภาพจืดสีคือการลดความเข้มของสีทุกสีลง เหลือแต่สีเทา สีเขียวขี้ม้า และสีน้ำตาลซีด แต่ยังคงเค้าของเฉดสีไว้บ้าง คนดูจะรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า การสูญเสีย และโลกที่หมดพลังไปแล้ว

Hyper-saturated look

Hyper-saturated look

Hyper-saturated look คือการดันความจัดของสีให้เกินความเข้มตามธรรมชาติไปมาก จนสีแดงลุกโชน สีเขียวเรืองแสง และไฟนีออนดูสั่นไหว คนดูจะหลุดจากความจริงธรรมดาเข้าไปอยู่ในนิทาน งานปาร์ตี้ อาการเมา หรือเรื่องเสียดสี

Cool blue grade

Cool blue grade

Cool blue grade คือการดันภาพทั้งเฟรมไปทางฟ้าและเหล็ก ทำให้สีขาว เงามืด และบางทีถึงผิวหน้าคน เย็นลง คนดูจะรู้สึกถึงความหนาวเย็น ระยะห่าง และการควบคุม เหมือนความอบอุ่นถูกดึงออกจากโลกนั้นอย่างจงใจ

Warm amber grade

Warm amber grade

Warm amber grade คือการดันภาพไปทางทอง น้ำผึ้ง และส้ม ทำให้ไฮไลต์อุ่นขึ้นและผิวคนดูนวลฟุ้ง คนดูจะรู้สึกถึงความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความคิดถึงอดีต หรือความอบอ้าวของโลกครอบครัวที่ปิดตัวเอง

Faded film look

Faded film look

Faded film look คือการยกดำขึ้น ลดคอนทราสต์ลง และปรับสีให้จางเป็นพาสเทล เหมือนฟิล์มที่ผ่านแดดมาหลายปี คนดูจะรู้สึกว่าภาพนั้นคือความทรงจำ อ่อนโยนและอยู่ไกลเกินเอื้อมนิดหนึ่ง

Cross processing

Cross processing

Cross processing คือการล้างฟิล์มด้วยน้ำยาที่ทำมาสำหรับฟิล์มอีกชนิด ผลคือคอนทราสต์ถูกดันขึ้น ไฮไลต์ไหม้ และสีบิดเบี้ยวไปทางเหลือง เขียว หรือม่วงแดง คนดูจะรู้สึกถึงความดิบ เหมือนสารเคมี และไม่มั่นคง เหมือนภาพสแนปช็อตจากคืนที่เมาเกินเลย

Day for night

Day for night

Day for night คือการถ่ายฉากกลางคืนในเวลากลางวัน แล้วลดแสงและปรับสีให้ออกฟ้าเพื่อให้ดูเหมือนแสงจันทร์ คนดูจะได้เห็นภูมิทัศน์กลางคืนที่กว้างและมีรายละเอียดชัด ซึ่งความมืดจริงไม่เคยให้ได้

Tungsten balance

Tungsten balance

Tungsten balance คือการเซ็ตกล้องไว้ที่ราว 3200K สีของหลอดไส้ ทำให้แสงจากโคมไฟดูเป็นสีธรรมชาติ ส่วนแสงกลางวันจะเพี้ยนไปทางฟ้าอย่างชัดเจน คนดูจะเห็นภาพที่แบ่งเป็นสองโลก ความอบอุ่นของมนุษย์ในบ้าน กับความเย็นเยียบของโลกนอกหน้าต่าง

Moonlight gel

Moonlight gel

Moonlight gel คือแผ่นกรองสีฟ้าที่ติดไว้หน้าไฟ มักตั้งไฟจากด้านบนและด้านหลัง เพื่อเลียนแบบแสงจันทร์ในเวลากลางคืน คนดูยอมรับแสงฟ้านั้นว่าเป็นแสงจันทร์ และยังมองเห็นรูปร่าง ใบหน้า และหมอกในคืนที่ยังคงดูมืดอยู่

Split toning

Split toning

Split toning คือการใส่สีหนึ่งลงในส่วนมืดของภาพ และอีกสีลงในส่วนสว่าง เช่น สีเขียวหรือเขียวอมฟ้าในเงามืด กับสีเหลืองทองบนผิวหน้า คนดูจะรู้สึกถึงอารมณ์สองชั้นในภาพเดียวกัน ความอบอุ่นกับความคุกคาม ความสบายใจกับความไม่แน่ใจ ที่อยู่ร่วมกัน

Overexposed look

Overexposed look

Overexposed look คือการปล่อยให้ส่วนที่สว่างที่สุดของภาพไหม้จนขาวจ้า ฟ้า หน้าต่าง ผิวหนัง เรืองแสงจนไม่เห็นรายละเอียด คนดูจะรู้สึกถึงความร้อน ความทรงจำ ความเมตตา หรือโลกที่อยู่เหนือความปกติ เหมือนแสงกำลังเข้ายึดครองทุกอย่าง

คำถามที่คนเขียนบทมักถาม

การเกรดสีต้องตัดสินใจตั้งแต่ก่อนถ่ายทำไหม
ทิศทางของมันควรตัดสินใจตั้งแต่ตอนนั้น ลุคอ้างอิงที่ตกลงกันก่อนถ่ายจะนำทางเครื่องแต่งกาย ฉาก และแสง การเกรดสีในขั้นหลังถ่ายทำจึงเป็นการเกลี่ยให้ลงตัว ไม่ใช่การแก้ปัญหา
จะบรรยายลุคสีให้ทีมงานเข้าใจตรงกันอย่างไร
ใช้ภาพอ้างอิงสองถึงสามภาพ ระบุสีหลักที่โดดเด่น และบอกว่าลุคนั้นควรให้ความรู้สึกแบบไหน เช่นความทรงจำที่จางลง ปัจจุบันที่เย็นชา ความร้อนระอุ หลีกเลี่ยงคำคลุมเครืออย่าง ซีเนมาติก โดยไม่มีภาพประกอบ
ทำไมหนังหลายเรื่องถึงใช้ทีลแอนด์ออเรนจ์
โทนผิวมนุษย์อยู่ในช่วงสีส้ม และสีฟ้าอมเขียวเป็นสีตรงข้ามกัน ลุคนี้จึงแยกคนออกจากฉากหลังได้ชัดและให้ผลดีบนหน้าจอทุกแบบ เมื่อใช้กันทั่วไปจนกลายเป็นสูตรสำเร็จ หนังที่แข็งแรงกว่าจึงเลือกจานสีเฉพาะของตัวเองสำหรับเรื่องนั้นๆ